
การยกเครื่ององค์การ(Re-engineering) ความหมายของการยกเครื่อง
การยกเครื่องทางธุรกิจ หรือ รีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นแนวคิดของ Michale Hammer และ James Champy สรุปว่า การยกเครื่องเป็นลักษณะการหันกลับมาคิดถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐาน และมีการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการวัดผลการดำเนินงานอย่างก้าวกระโดด
หลักสำคัญของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การพิจารณาถึงสิ่งพื้นฐานที่ตนกระทำอยู่ การตั้งคำถามจากสิ่งพื้นฐาน เป็นการเริ่มต้นให้รู้จักตนเอง รู้จักปัญหา
2. ใช้ในลักษณะที่จะมีการออกแบบกันใหม่อย่างถอนรากถอนโคน อะไรที่ต้องยกเครื่อง พนักงานและผู้บริหารต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดร่วมกัน
3. ในแง่ความมุ่งหวังที่จะได้รับการยกเครื่อง จะต้องมีค่ามหาศาล 4. เป็นการพิจารณากันในทุกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในองค์การที่เรากำลังอยู่ ความหมายของกระบวนการ หรือ Process จะหมายถึง การมองส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันแต่ละหน่วย เป็นหน่วยเดียวกัน
การยกเครื่องกับแนวความคิดการจัดการยุคต่าง ๆ
นักวิชาการแบ่งความคิดด้านการจัดการเป็น 2 ยุค คือ ยุคอดีต (Classical View) กับยุคสมัยปัจจุบัน (Contemporary View) แนวความคิดทั้งสองยุคค่อนข้างแตกต่างกัน แนวความคิดสมัยเก่า ๆ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้ไว้อย่างชัดเจน
1. การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) โดยที่มีทักษะคล้ายคลึงกันถูกจัดรวมไว้เป็นแผนกเป็นฝ่าย เน้นความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) แนวคิดอีกด้านหนึ่งว่า พนักงานควรจะมีความชำนาญหลาย ๆ ด้าน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในแรงงานได้ หากมองถึงแนวการยกเครื่อง พนักงานจะต้องทำงานได้หลาย ๆ อย่างมากขึ้น 2. ช่วงของการบังคับบัญชา (Span of Control) การรีเอ็นจิเนียริ่งจะมีการยุบเลิกบางตำแหน่งเพื่อขยายช่วงการบังคับบัญชาให้กว้างขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ด้านอำนาจและความรับผิดชอบ (Authority and Responsibility) แนวคิดเก่าเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจ ปัจจุบันมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น แนวทางการยกเครื่องสนับสนุนแนวคิดในปัจจุบัน เน้นให้พนักงานมีส่วนในการสร้างสรรค์ตัดสินใจ
4. ความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชา (Unity of Command) เดิมมีความคิดว่าพนักงานน่าจะมีนายเพียงคนเดียว แต่ในปัจจุบันขนาดขององค์การมีความเจริญเติบโตมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่ยึดความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชาอีกต่อไป ซึ่งพนักงานอาจจะมีผู้บังคับบัญชาได้มากกว่า 1 คน ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาได้ การทำงานเป็นทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญตามแนวคิดรีเอ็นจิเนียริ่ง
5. แนวความคิดเดิมนั้น สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มคนที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถในด้านเดียวกันไว้เป็นแผนก (Departmentalization) แต่แนวความคิด รีเอ็นจิเนียริ่ง คือว่า ทุกฝ่ายคือหนึ่งเดียวที่จะต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
6. การยกเครื่อง คือ การรื้อระบบเดิมออกไป แล้วคิดระบบใหม่เข้ามาแทน โดยยังไม่ต้องคำนึงแนวความคิดด้านการจัดการสมัยก่อนที่ทำๆ กันมา แต่หลังจากคิดระบบใหม่ได้แล้ว อาจจะมีบางแนวทางที่อาจซ้ำกับระบบเดิมที่เคยทำอยู่ก็ไม่เป็นไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุง
เปรียบเทียบแนวทางของการรีเอ็นจิเนียริ่งกับแนวคิดในด้านการจัดการในอดีตถึงปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ จุดของการพิจารณาของกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และในเรื่องของการรื้อระบบเก่าออกไป
สาเหตุของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. ตัวเร่งของการยกเครื่องทางธุรกิจ ได้แก่ ผู้บริโภค ลูกค้า (Customer) และความต้องการที่ไม่เหมือนกัน โดยที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายได้เมื่อเขาต้องการ ผู้บริหารต้องคิดว่าธุรกิจที่กำลังดำเนินงานอยู่ ได้ให้อะไร ๆ ที่ตรงกับความต้องการที่ลูกค้าพึงปรารถนาหรือยัง ถ้ายังก็ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นแก้ไข
2. สภาวะการณ์ที่มีคู่แข่งหรือมีการแข่งขันเกิดขึ้น กลวิธีในการดำเนินธุรกิจที่ดีและใหม่กว่า ย่อมถูกนำมาใช้ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจควรปรับเปลี่ยนกระแสการดำเนินธุรกิจให้พร้อมกับเหตุการณ์ และสามารถแข่งขันได้ทุกเมื่อ 3. เหตุการณ์ในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ รสนิยมผู้บริโภค เทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) แนวคิดในการบริหารแบบต่าง ๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ การพัฒนาสิ่งต่าง ๆ จะมีผลเชื่อมโยงถึงกัน ในมุมมองของผู้บริหารควรยอมรับว่า ทุกอย่างย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
วิธีการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การยกเครื่องต้องมีจุดเริ่มต้นที่ผู้บริหาร ผู้บริหารสามารถมองเห็นได้ว่ากระบวนการทำงานแต่ละกระบวนการเป็นอย่างไร เมื่อผู้บริหารเปิดไฟเขียวในการทำงานก็จะสะดวกขึ้น ผู้บริหารต้องเรียกประชุมผู้ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการยกเครื่อง ชี้แจงให้ทราบความจำเป็น ปัญหา นโยบาย และเป้าหมาย ทำไมต้องทำ ตลอดจนหนทางแก้ไขปัญหาในขณะที่มีการยกเครื่อง
2. รับหน้าที่เป็นตัวตายตัวแทน ทีมที่จะหารีเอ็นจิเนียริ่งไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก ต้องเป็นคนที่มีความจริงใจ ตั้งใจ รู้เรื่องเกี่ยวกับนโยบายเป้าหมาย 3. ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณงานและสภาพของงานปัจจุบัน ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ต้องช่วยกันคิดค้นวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ด้วย มองเห็นความแตกต่างระหว่างของเก่าและของใหม่อย่างชัดเจน
4. ให้ความรู้กับทุกฝ่าย เมื่อพิจารณาว่าจะยกเครื่องทางธุรกิจ ขั้นต่อไปคือให้ความรู้กับพนักงานในแต่ละส่วน โดยการประชุม
5. พร้อมดำเนินการและปรับเปลี่ยน การนำสิ่งที่เตรียมไว้ไปปฏิบัติ และมีการติดตามผล ว่ามีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุง การยกเครื่องในแต่ละจุดนั้น ทีมที่ส่งไปให้ความรู้และดำเนินการยกเครื่อง ไม่ควรอยู่นานถึง 12 เดือน เพราะจะทำให้หน่วยงานนั้นเบื่อและเครียด ความสำเร็จและความล้มเหลวของการยกเครื่อง
5.1 ความตั้งใจจริงของผู้บริหารหรือผู้นำองค์การ ผู้บริหารที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ ต้องใจกว้างและยอมเสียสละ ความสำเร็จต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้บริหาร
5.2 ต้องแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ใช้บริการ การยกเครื่องทำเพื่อให้องค์การมีประสิทธิภาพมากขึ้น การยกเครื่องจะประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงลูกค้าหรือผู้บริโภค ว่าพอใจหรือไม่ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคพอใจเป็นเรื่องสำคัญ
5.3 พนักงานต้องร่วมใจ เมื่อมีการนำเอาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา การต่อต้านและการนิ่งเฉยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งทำให้การยกเครื่องล้มเหลวได้ การทำความเข้าใจและการให้ความรู้ แนวความคิดเกี่ยวกับการรีเอ็นจิเนียริ่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พนักงานในองค์การอยู่ในสภาพที่ดีกว่า แนวคิดที่ว่าการยกเครื่องเป็นการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้แทนคนนั้น ยังเป็นสิ่งที่เข้าใจผิด แท้จริงแล้วพนักงานยังคงมีบทบาทที่สำคัญต่อองค์การเช่นเดิม 5.4 ยอมรับว่าธุรกิจของตนต้องการการแก้ไข หมายถึง สภาวะแวดล้อมและตัวเร่งต่าง ๆ เช่น สภาพการแข่งขัน ประสิทธิภาพการทำงานไม่ดีเท่าที่ควร ปัญหาข้อขัดแย้งเกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้บริหารจะต้องยอมรับสภาพองค์การของตน ว่ากำลังอยู่ในสภาวะใด การไม่ยอมรับสภาพและไม่พูดความจริง เป็นอุปสรรคที่สำคัญในการจะยกเครื่องให้สำเร็จได้
ผลที่ได้รับจากการยกเครื่ององค์การ
1. เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงหน่วยงาน เดิมต่างคนต่างทำในลักษณะที่เรียกว่า Functional Department แต่การยกเครื่องจะเน้นหนักถึงกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ที่ทำกันเป็นทีมมากกว่าต่างคนต่างแสดง การยกเครื่องเป็นการรวมทีมใหม่ของพนักงาน เป้าหมายและจุดประสงค์ของการรวมทีมไม่ผูกติดกับหน้าที่เดิม แต่เป็นการรวมเพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือนำแนวคิดใหม่เข้ามาในองค์การ
2. งานต่าง ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่ง อาจต้องการความชำนาญเฉพาะอย่าง กลับกลายเป็นงานใหม่ที่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ทุกคนต้องร่วมกันทำงานใน “กระบวนการ” ทั้งหมดนั้น ให้สำเร็จเหมือนกัน เมื่องานได้รับผลดี พนักงานจะมีความรู้สึกที่ดีและมองว่าตนเองเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตขององค์การ
การยกเครื่องทางธุรกิจ หรือ รีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นแนวคิดของ Michale Hammer และ James Champy สรุปว่า การยกเครื่องเป็นลักษณะการหันกลับมาคิดถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐาน และมีการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการวัดผลการดำเนินงานอย่างก้าวกระโดด
หลักสำคัญของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การพิจารณาถึงสิ่งพื้นฐานที่ตนกระทำอยู่ การตั้งคำถามจากสิ่งพื้นฐาน เป็นการเริ่มต้นให้รู้จักตนเอง รู้จักปัญหา
2. ใช้ในลักษณะที่จะมีการออกแบบกันใหม่อย่างถอนรากถอนโคน อะไรที่ต้องยกเครื่อง พนักงานและผู้บริหารต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดร่วมกัน
3. ในแง่ความมุ่งหวังที่จะได้รับการยกเครื่อง จะต้องมีค่ามหาศาล 4. เป็นการพิจารณากันในทุกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในองค์การที่เรากำลังอยู่ ความหมายของกระบวนการ หรือ Process จะหมายถึง การมองส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันแต่ละหน่วย เป็นหน่วยเดียวกัน
การยกเครื่องกับแนวความคิดการจัดการยุคต่าง ๆ
นักวิชาการแบ่งความคิดด้านการจัดการเป็น 2 ยุค คือ ยุคอดีต (Classical View) กับยุคสมัยปัจจุบัน (Contemporary View) แนวความคิดทั้งสองยุคค่อนข้างแตกต่างกัน แนวความคิดสมัยเก่า ๆ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้ไว้อย่างชัดเจน
1. การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) โดยที่มีทักษะคล้ายคลึงกันถูกจัดรวมไว้เป็นแผนกเป็นฝ่าย เน้นความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) แนวคิดอีกด้านหนึ่งว่า พนักงานควรจะมีความชำนาญหลาย ๆ ด้าน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในแรงงานได้ หากมองถึงแนวการยกเครื่อง พนักงานจะต้องทำงานได้หลาย ๆ อย่างมากขึ้น 2. ช่วงของการบังคับบัญชา (Span of Control) การรีเอ็นจิเนียริ่งจะมีการยุบเลิกบางตำแหน่งเพื่อขยายช่วงการบังคับบัญชาให้กว้างขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ด้านอำนาจและความรับผิดชอบ (Authority and Responsibility) แนวคิดเก่าเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจ ปัจจุบันมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น แนวทางการยกเครื่องสนับสนุนแนวคิดในปัจจุบัน เน้นให้พนักงานมีส่วนในการสร้างสรรค์ตัดสินใจ
4. ความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชา (Unity of Command) เดิมมีความคิดว่าพนักงานน่าจะมีนายเพียงคนเดียว แต่ในปัจจุบันขนาดขององค์การมีความเจริญเติบโตมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่ยึดความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชาอีกต่อไป ซึ่งพนักงานอาจจะมีผู้บังคับบัญชาได้มากกว่า 1 คน ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาได้ การทำงานเป็นทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญตามแนวคิดรีเอ็นจิเนียริ่ง
5. แนวความคิดเดิมนั้น สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มคนที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถในด้านเดียวกันไว้เป็นแผนก (Departmentalization) แต่แนวความคิด รีเอ็นจิเนียริ่ง คือว่า ทุกฝ่ายคือหนึ่งเดียวที่จะต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
6. การยกเครื่อง คือ การรื้อระบบเดิมออกไป แล้วคิดระบบใหม่เข้ามาแทน โดยยังไม่ต้องคำนึงแนวความคิดด้านการจัดการสมัยก่อนที่ทำๆ กันมา แต่หลังจากคิดระบบใหม่ได้แล้ว อาจจะมีบางแนวทางที่อาจซ้ำกับระบบเดิมที่เคยทำอยู่ก็ไม่เป็นไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุง
เปรียบเทียบแนวทางของการรีเอ็นจิเนียริ่งกับแนวคิดในด้านการจัดการในอดีตถึงปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ จุดของการพิจารณาของกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และในเรื่องของการรื้อระบบเก่าออกไป
สาเหตุของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. ตัวเร่งของการยกเครื่องทางธุรกิจ ได้แก่ ผู้บริโภค ลูกค้า (Customer) และความต้องการที่ไม่เหมือนกัน โดยที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายได้เมื่อเขาต้องการ ผู้บริหารต้องคิดว่าธุรกิจที่กำลังดำเนินงานอยู่ ได้ให้อะไร ๆ ที่ตรงกับความต้องการที่ลูกค้าพึงปรารถนาหรือยัง ถ้ายังก็ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นแก้ไข
2. สภาวะการณ์ที่มีคู่แข่งหรือมีการแข่งขันเกิดขึ้น กลวิธีในการดำเนินธุรกิจที่ดีและใหม่กว่า ย่อมถูกนำมาใช้ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจควรปรับเปลี่ยนกระแสการดำเนินธุรกิจให้พร้อมกับเหตุการณ์ และสามารถแข่งขันได้ทุกเมื่อ 3. เหตุการณ์ในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ รสนิยมผู้บริโภค เทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) แนวคิดในการบริหารแบบต่าง ๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ การพัฒนาสิ่งต่าง ๆ จะมีผลเชื่อมโยงถึงกัน ในมุมมองของผู้บริหารควรยอมรับว่า ทุกอย่างย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
วิธีการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การยกเครื่องต้องมีจุดเริ่มต้นที่ผู้บริหาร ผู้บริหารสามารถมองเห็นได้ว่ากระบวนการทำงานแต่ละกระบวนการเป็นอย่างไร เมื่อผู้บริหารเปิดไฟเขียวในการทำงานก็จะสะดวกขึ้น ผู้บริหารต้องเรียกประชุมผู้ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการยกเครื่อง ชี้แจงให้ทราบความจำเป็น ปัญหา นโยบาย และเป้าหมาย ทำไมต้องทำ ตลอดจนหนทางแก้ไขปัญหาในขณะที่มีการยกเครื่อง
2. รับหน้าที่เป็นตัวตายตัวแทน ทีมที่จะหารีเอ็นจิเนียริ่งไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก ต้องเป็นคนที่มีความจริงใจ ตั้งใจ รู้เรื่องเกี่ยวกับนโยบายเป้าหมาย 3. ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณงานและสภาพของงานปัจจุบัน ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ต้องช่วยกันคิดค้นวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ด้วย มองเห็นความแตกต่างระหว่างของเก่าและของใหม่อย่างชัดเจน
4. ให้ความรู้กับทุกฝ่าย เมื่อพิจารณาว่าจะยกเครื่องทางธุรกิจ ขั้นต่อไปคือให้ความรู้กับพนักงานในแต่ละส่วน โดยการประชุม
5. พร้อมดำเนินการและปรับเปลี่ยน การนำสิ่งที่เตรียมไว้ไปปฏิบัติ และมีการติดตามผล ว่ามีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุง การยกเครื่องในแต่ละจุดนั้น ทีมที่ส่งไปให้ความรู้และดำเนินการยกเครื่อง ไม่ควรอยู่นานถึง 12 เดือน เพราะจะทำให้หน่วยงานนั้นเบื่อและเครียด ความสำเร็จและความล้มเหลวของการยกเครื่อง
5.1 ความตั้งใจจริงของผู้บริหารหรือผู้นำองค์การ ผู้บริหารที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ ต้องใจกว้างและยอมเสียสละ ความสำเร็จต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้บริหาร
5.2 ต้องแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ใช้บริการ การยกเครื่องทำเพื่อให้องค์การมีประสิทธิภาพมากขึ้น การยกเครื่องจะประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงลูกค้าหรือผู้บริโภค ว่าพอใจหรือไม่ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคพอใจเป็นเรื่องสำคัญ
5.3 พนักงานต้องร่วมใจ เมื่อมีการนำเอาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา การต่อต้านและการนิ่งเฉยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งทำให้การยกเครื่องล้มเหลวได้ การทำความเข้าใจและการให้ความรู้ แนวความคิดเกี่ยวกับการรีเอ็นจิเนียริ่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พนักงานในองค์การอยู่ในสภาพที่ดีกว่า แนวคิดที่ว่าการยกเครื่องเป็นการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้แทนคนนั้น ยังเป็นสิ่งที่เข้าใจผิด แท้จริงแล้วพนักงานยังคงมีบทบาทที่สำคัญต่อองค์การเช่นเดิม 5.4 ยอมรับว่าธุรกิจของตนต้องการการแก้ไข หมายถึง สภาวะแวดล้อมและตัวเร่งต่าง ๆ เช่น สภาพการแข่งขัน ประสิทธิภาพการทำงานไม่ดีเท่าที่ควร ปัญหาข้อขัดแย้งเกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้บริหารจะต้องยอมรับสภาพองค์การของตน ว่ากำลังอยู่ในสภาวะใด การไม่ยอมรับสภาพและไม่พูดความจริง เป็นอุปสรรคที่สำคัญในการจะยกเครื่องให้สำเร็จได้
ผลที่ได้รับจากการยกเครื่ององค์การ
1. เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงหน่วยงาน เดิมต่างคนต่างทำในลักษณะที่เรียกว่า Functional Department แต่การยกเครื่องจะเน้นหนักถึงกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ที่ทำกันเป็นทีมมากกว่าต่างคนต่างแสดง การยกเครื่องเป็นการรวมทีมใหม่ของพนักงาน เป้าหมายและจุดประสงค์ของการรวมทีมไม่ผูกติดกับหน้าที่เดิม แต่เป็นการรวมเพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือนำแนวคิดใหม่เข้ามาในองค์การ
2. งานต่าง ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่ง อาจต้องการความชำนาญเฉพาะอย่าง กลับกลายเป็นงานใหม่ที่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ทุกคนต้องร่วมกันทำงานใน “กระบวนการ” ทั้งหมดนั้น ให้สำเร็จเหมือนกัน เมื่องานได้รับผลดี พนักงานจะมีความรู้สึกที่ดีและมองว่าตนเองเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตขององค์การ
3. บทบาทของพนักงานจะเกิดการเปลี่ยนแปลง การยกเครื่องมีปรัชญาในการทำงานที่ต้องการให้พนักงาน “เป็นผู้สร้าง” เมื่อผู้บริหารมีการยอมรับในเรื่องของการโอนอำนาจการบังคับบัญชา พนักงานที่ได้รับมอบหมายจึงสามารถตัดสินใจและกระทำได้อย่างคล่องตัวกว่าเดิม ในขณะที่นำการยกเครื่องมาใช้ พนักงานจะได้รับการเสริมพลังในการทำงาน พลังในการตัดสินใจ พลังการเลือกทิศทางของตนเอง และพลังในการเลือกทางที่ดีที่สุดให้เกิดแก่กลุ่ม แก่องค์การของตนเอง ผู้บริหารก็สามารถลดภาระไปได้ระดับหนึ่ง
4. เปลี่ยนจากการฝึกอบรมมาเป็นการให้การศึกษา พนักงานได้ใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีการศึกษาอย่างเพียงพอ ในอดีตจะเน้นให้พนักงานมีการฝึกอบรม ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะและความสามารถ แต่การศึกษาเป็นการทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่า “ทำไม” มีความลึกซึ้งและละเอียดมากกว่าเดิม พนักงานไม่ใช่เป็นเพียง “ผู้ตาม” แต่ต้องเป็นผู้ที่ “คิดเป็น” และ “ทำเป็น”
5. ธุรกิจที่ยกเครื่องแล้วการประเมินผลและการจ่ายค่าตอบแทน จะถูกกำหนดโดยคุณค่าของงานที่พนักงานได้กระทำ การคิดค่าตอบแทนมักจะให้ความสำคัญกับเงินโบนัสที่จะจ่าย เมื่อบรรลุถึงเป้าหมายแทนที่จะเน้นในเรื่องของการขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างในปีต่อไป แต่จะจ่ายเพราะคุณค่าที่งานมีต่อองค์การ
6. การเลื่อนตำแหน่งไปในระดับสูง ในองค์การที่ยกเครื่องนั้นจะเป็นลักษณะของการส่งเสริมคนที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน โดยไม่ได้พิจารณาผลการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ
7. ปรัชญาของการยกเครื่อง มีว่า พนักงานทำเพื่อลูกค้าไม่ใช่เพื่อนายจ้าง ความพึงพอใจของลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้บริหารต้องชี้ให้เห็นว่า ลูกค้าเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของพนักงาน จึงเกิดค่านิยมของพนักงานใหม่ ๆ ได้แก่
ลูกค้าเป็นผู้จ่ายค่าแรงงาน ดังนั้น จึงต้องทำให้เขาพึงพอใจ งานทุกอย่างในองค์การมีความสำคัญพอ ๆ กัน เป็นต้น
4. เปลี่ยนจากการฝึกอบรมมาเป็นการให้การศึกษา พนักงานได้ใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีการศึกษาอย่างเพียงพอ ในอดีตจะเน้นให้พนักงานมีการฝึกอบรม ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะและความสามารถ แต่การศึกษาเป็นการทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่า “ทำไม” มีความลึกซึ้งและละเอียดมากกว่าเดิม พนักงานไม่ใช่เป็นเพียง “ผู้ตาม” แต่ต้องเป็นผู้ที่ “คิดเป็น” และ “ทำเป็น”
5. ธุรกิจที่ยกเครื่องแล้วการประเมินผลและการจ่ายค่าตอบแทน จะถูกกำหนดโดยคุณค่าของงานที่พนักงานได้กระทำ การคิดค่าตอบแทนมักจะให้ความสำคัญกับเงินโบนัสที่จะจ่าย เมื่อบรรลุถึงเป้าหมายแทนที่จะเน้นในเรื่องของการขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างในปีต่อไป แต่จะจ่ายเพราะคุณค่าที่งานมีต่อองค์การ
6. การเลื่อนตำแหน่งไปในระดับสูง ในองค์การที่ยกเครื่องนั้นจะเป็นลักษณะของการส่งเสริมคนที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน โดยไม่ได้พิจารณาผลการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ
7. ปรัชญาของการยกเครื่อง มีว่า พนักงานทำเพื่อลูกค้าไม่ใช่เพื่อนายจ้าง ความพึงพอใจของลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้บริหารต้องชี้ให้เห็นว่า ลูกค้าเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของพนักงาน จึงเกิดค่านิยมของพนักงานใหม่ ๆ ได้แก่
ลูกค้าเป็นผู้จ่ายค่าแรงงาน ดังนั้น จึงต้องทำให้เขาพึงพอใจ งานทุกอย่างในองค์การมีความสำคัญพอ ๆ กัน เป็นต้น
8. บทบาทของผู้จัดการเปลี่ยนจากผู้กำกับเป็นพี่เลี้ยง คอยชี้แนะเมื่อมีปัญหา ทีมงานสามารถที่จะวิ่งไปปรึกษาหารือ ผู้จัดการจะต้องปล่อยให้ทีมงานหรือคนเหล่านั้นทำงานด้วยตัวของเขาเองก่อน ไม่จำเป็นจะต้องคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
9. โครงสร้างองค์การ เปลี่ยนจากสายงานบังคับบัญชาที่โยงใย มาเป็นราบเรียบ ลักษณะโครงสร้างเดิมที่สายงานบังคับบัญชาสลับซับซ้อนไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ต่อไปนี้งานต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปในรูปของการทำงานเป็นทีมแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องทีมงานนำไปตัดสินใจ โครงสร้างใหม่ที่เข้ามาแทน มีรูปแบบราบเรียบ (Flatter organizations)
10. บทบาทของผู้บริหารเปลี่ยนจากคนที่คอยติดตามผลลัพธ์ที่จะออกมา แต่กลายเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ผู้บริหารมีส่วนที่จะเข้าใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น ผู้บริหารต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับกระบวนการยกเครื่องทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมโดยตรง ผู้บริหารมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะทำให้กระบวนการสร้างขึ้นมาใหม่ช่วยให้พนักงานปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมายขององค์การ
10. บทบาทของผู้บริหารเปลี่ยนจากคนที่คอยติดตามผลลัพธ์ที่จะออกมา แต่กลายเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ผู้บริหารมีส่วนที่จะเข้าใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น ผู้บริหารต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับกระบวนการยกเครื่องทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมโดยตรง ผู้บริหารมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะทำให้กระบวนการสร้างขึ้นมาใหม่ช่วยให้พนักงานปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมายขององค์การ
การ Reengineering สถานศึกษา

การรื้อปรับระบบทางการศึกษาของชาติ จึงหมายถึงการรื้อปรับแนวคิด หลักการ กระบวนการ และการออกแบบแนวทางปฏิบัติด้านการศึกษาใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับอิทธิพลหรือผลกระทบของสภาพแวดล้อมของการจัดการที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้องค์การที่เกี่ยวข้องการการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาระบบการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านต่าง ๆ ของการจัดการที่เปลี่ยนแปลงไป จากการยกเครื่องการปฏิรูปการศึกษาไทยตามเจตนารมณ์ของการปรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2542 ทั้งนี้เนื่องจาก การจัดการศึกษาไทยที่ผ่านมานั้นไร้คุณภาพ ไม่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ สาเหตุหลักเกิดจากระบบโรงเรียน โครงสร้างทางอำนาจในโรงเรียน เป็นการผูกขาดและควบคุมอำนาจการจัดการศึกษาโดยราชการฝ่ายเดียว ประชาชนและชุมชน ไม่มีอำนาจ ไม่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ของตนเอง ปรัชญาการศึกษา จุดมุ่งหมายการศึกษา หลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล เป็นแบบเดียวทั้งประเทศ ยึดมั่นกับทฤษฎีปัจเจกบุคคลเป็นศูนย์กลาง เป็น การศึกษาเพื่อตัวใครตัวมัน ไม่มีการผสมผสานแนวคิดเกี่ยวกับชุมชนและสังคม ส่วนใหญ่มุ่งเน้นความเป็นผู้ชนะและการแข่งขันเป็นสำคัญ แสวงหาทุกวิถีทางเพื่อเข้าโรงเรียนดีๆ การแข่งขันและการกวดวิชา เพื่อมุ่งเข้าสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ไม่ว่าจะมีความพยายามในการเปลี่ยนหลักสูตรและค่านิยมมาแล้วหลายครั้งก็ตาม ผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ได้คือ ผู้จบออกมาคุณภาพต่ำมาก ไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเองและไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการออกแบบทางสมองมีน้อย เกิดความสูญเปล่าในการลงทุนทางการศึกษา เป็นวงจรแห่งความล้มเหลว และเป็นวังวนแห่งความทุกข์อันเกิดจากระบบการศึกษาที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทยมานานมากกว่าศตวรรษ หากผู้เขียนเป็นผู้บริหารการศึกษาที่มีอำนาจจะทำการปรับรื้อระบบการศึกษาของชาติเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการศึกษาทั้งในระบบ และการศึกษานอกระบบ รวมทั้งการศึกษาตามอัธยาศัยแก่คนทั้งชาติ ตาม "พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542" โดยเริ่มจากการกระจายการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วม เกิดความมั่นใจ และสร้างความไว้วางใจจากภาคประชาชน ให้สามารถดำเนินการปรับรื้อระบบได้อย่างราบรื่นและเกิดความต่อเนื่องอย่างอัตโนมัติได้ประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการปรับรื้อระบบ คือ1. การสร้างทางเลือกที่หลากหลายของระบบการศึกษา ทั้งด้านปรัชญา จุดหมาย หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และการประเมินผล2. ปรับระบบการผูกขาดทางการศึกษา จาก "รูปแบบที่รัฐจัด" หรือ "รูปแบบที่รัฐควบคุม" อันเป็นรูปแบบสำเร็จรูป ไปสู่การสร้างรูปแบบตามความต้องการของชุมชนและประชาชน โดยคณะกรรมการสถานศึกษา มีอำนาจจัดการศึกษา ทั้งอำนาจบริหาร จัดการบุคลากร หลักสูตร และงบประมาณอย่างชัดเจน อย่างเปิดเผยโปร่งใส ต่อสาธารณะสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งกรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษาต้องมาจากบุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เพื่อให้มีอำนาจจัดการศึกษาร่วมกับรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมิให้การจัดการศึกษาในชุมชนต้องถูกควบคุมจากรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่เพียงฝ่ายเดียว3. การบริหารจัดการคุณภาพทางการศึกษา ไม่ควรใช้มาตรฐานเดียว แต่ต้องมีความหลากหลายเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับชุมชนและปรัชญาการศึกษาแต่ละกลุ่ม โดยองค์กรที่จัดการเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาควรมีผู้ที่ดำเนินการจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มีแต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการประเมินผลการศึกษาเพียงฝ่ายเดียว4. ควรปรับระบบการจัดการศึกษาให้เป็นบริการสาธารณะ ประเภทรัฐสวัสดิการไม่ใช่ธุรกิจการศึกษาหรือการศึกษาเชิงพาณิชย์ การปฏิรูปมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้ และร่วมแก้ปัญหากับสังคม และสร้างองค์ความรู้ใหม่ เป็นการคุ้มครองและปกป้อง "สิทธิทางการศึกษา" ของประชาชนให้เกิดความเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
แหล่งที่มาของข้อมูล
