วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

สำนักงานแบบใหม่

สำนักงานมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เช่นสำนักงานเพื่อการเรียนรู้ สำนักงานแห่งความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคำนิยามของสำนักงานใดๆ แต่หลักการในแก่นเนื้อหาสำคัญๆ กล่าวคือ 1. การไม่ยึดติด คือการไม่ตีกรอบในความคิดเดิมๆ ไม่ยึดติดกับความสำเร็จที่เคยมีมาก่อน เพราะสามารถถูกแทนที่ด้วยความสำเร็จครั้งใหม่ 2. การเรียนรู้ วิธีการสร้างสำนักงานแห่งการเรียนรู้ด้วยวินัย 5 ประการ คือ
2.1 การคิดเป็นระบบ
2.2 วิสัยทัศน์ร่วมกัน
2.3 รูปแบบจิตใจที่ท้าทาย
2.4 การเรียนรู้แบบทีม
2.5 เจ้านายส่วนตัว

วิวัฒนาการของสำนักงานสู่การเป็นองค์การเรียนรู้ มี 3 ขั้นตอน
ขั้นที่ 1 มีสายการบังคับบัญชาแบบดั้งเดิม ซึ่งผู้บริหารระดับสูงยังคงทำหน้าที่ผู้ควบคุมส่วนกลางในการปฏิบัติงานต่างๆ ของสำนักงาน
ขั้นที่ 2 ผู้บริหารระดับสูงเริ่มมอบอำนาจ ให้ความรับผิดชอบกับพนักงานในการตัดสินใจและการปฏิบัติงานแบบเครือข่าย
ขั้นที่ 3 พนักงานมีส่วนในการกำหนดทิศทางของกลยุทธ์ สามารถทำงานร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

(Re-engineering)



การยกเครื่ององค์การ(Re-engineering) ความหมายของการยกเครื่อง
การยกเครื่องทางธุรกิจ หรือ รีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นแนวคิดของ Michale Hammer และ James Champy สรุปว่า การยกเครื่องเป็นลักษณะการหันกลับมาคิดถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐาน และมีการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อให้เกิดการปรับปรุงวิธีการวัดผลการดำเนินงานอย่างก้าวกระโดด
หลักสำคัญของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การพิจารณาถึงสิ่งพื้นฐานที่ตนกระทำอยู่ การตั้งคำถามจากสิ่งพื้นฐาน เป็นการเริ่มต้นให้รู้จักตนเอง รู้จักปัญหา
2. ใช้ในลักษณะที่จะมีการออกแบบกันใหม่อย่างถอนรากถอนโคน อะไรที่ต้องยกเครื่อง พนักงานและผู้บริหารต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา ต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดร่วมกัน
3. ในแง่ความมุ่งหวังที่จะได้รับการยกเครื่อง จะต้องมีค่ามหาศาล 4. เป็นการพิจารณากันในทุกเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในองค์การที่เรากำลังอยู่ ความหมายของกระบวนการ หรือ Process จะหมายถึง การมองส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันแต่ละหน่วย เป็นหน่วยเดียวกัน
การยกเครื่องกับแนวความคิดการจัดการยุคต่าง ๆ
นักวิชาการแบ่งความคิดด้านการจัดการเป็น 2 ยุค คือ ยุคอดีต (Classical View) กับยุคสมัยปัจจุบัน (Contemporary View) แนวความคิดทั้งสองยุคค่อนข้างแตกต่างกัน แนวความคิดสมัยเก่า ๆ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้ไว้อย่างชัดเจน
1. การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) โดยที่มีทักษะคล้ายคลึงกันถูกจัดรวมไว้เป็นแผนกเป็นฝ่าย เน้นความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) แนวคิดอีกด้านหนึ่งว่า พนักงานควรจะมีความชำนาญหลาย ๆ ด้าน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในแรงงานได้ หากมองถึงแนวการยกเครื่อง พนักงานจะต้องทำงานได้หลาย ๆ อย่างมากขึ้น 2. ช่วงของการบังคับบัญชา (Span of Control) การรีเอ็นจิเนียริ่งจะมีการยุบเลิกบางตำแหน่งเพื่อขยายช่วงการบังคับบัญชาให้กว้างขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ด้านอำนาจและความรับผิดชอบ (Authority and Responsibility) แนวคิดเก่าเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจ ปัจจุบันมีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น แนวทางการยกเครื่องสนับสนุนแนวคิดในปัจจุบัน เน้นให้พนักงานมีส่วนในการสร้างสรรค์ตัดสินใจ
4. ความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชา (Unity of Command) เดิมมีความคิดว่าพนักงานน่าจะมีนายเพียงคนเดียว แต่ในปัจจุบันขนาดขององค์การมีความเจริญเติบโตมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่ยึดความเป็นเอกภาพของการบังคับบัญชาอีกต่อไป ซึ่งพนักงานอาจจะมีผู้บังคับบัญชาได้มากกว่า 1 คน ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาต้องรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาได้ การทำงานเป็นทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญตามแนวคิดรีเอ็นจิเนียริ่ง
5. แนวความคิดเดิมนั้น สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มคนที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถในด้านเดียวกันไว้เป็นแผนก (Departmentalization) แต่แนวความคิด รีเอ็นจิเนียริ่ง คือว่า ทุกฝ่ายคือหนึ่งเดียวที่จะต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
6. การยกเครื่อง คือ การรื้อระบบเดิมออกไป แล้วคิดระบบใหม่เข้ามาแทน โดยยังไม่ต้องคำนึงแนวความคิดด้านการจัดการสมัยก่อนที่ทำๆ กันมา แต่หลังจากคิดระบบใหม่ได้แล้ว อาจจะมีบางแนวทางที่อาจซ้ำกับระบบเดิมที่เคยทำอยู่ก็ไม่เป็นไร ซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุง
เปรียบเทียบแนวทางของการรีเอ็นจิเนียริ่งกับแนวคิดในด้านการจัดการในอดีตถึงปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ จุดของการพิจารณาของกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และในเรื่องของการรื้อระบบเก่าออกไป
สาเหตุของการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. ตัวเร่งของการยกเครื่องทางธุรกิจ ได้แก่ ผู้บริโภค ลูกค้า (Customer) และความต้องการที่ไม่เหมือนกัน โดยที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายได้เมื่อเขาต้องการ ผู้บริหารต้องคิดว่าธุรกิจที่กำลังดำเนินงานอยู่ ได้ให้อะไร ๆ ที่ตรงกับความต้องการที่ลูกค้าพึงปรารถนาหรือยัง ถ้ายังก็ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นแก้ไข
2. สภาวะการณ์ที่มีคู่แข่งหรือมีการแข่งขันเกิดขึ้น กลวิธีในการดำเนินธุรกิจที่ดีและใหม่กว่า ย่อมถูกนำมาใช้ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจควรปรับเปลี่ยนกระแสการดำเนินธุรกิจให้พร้อมกับเหตุการณ์ และสามารถแข่งขันได้ทุกเมื่อ 3. เหตุการณ์ในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ รสนิยมผู้บริโภค เทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) แนวคิดในการบริหารแบบต่าง ๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ การพัฒนาสิ่งต่าง ๆ จะมีผลเชื่อมโยงถึงกัน ในมุมมองของผู้บริหารควรยอมรับว่า ทุกอย่างย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
วิธีการรีเอ็นจิเนียริ่ง
1. การยกเครื่องต้องมีจุดเริ่มต้นที่ผู้บริหาร ผู้บริหารสามารถมองเห็นได้ว่ากระบวนการทำงานแต่ละกระบวนการเป็นอย่างไร เมื่อผู้บริหารเปิดไฟเขียวในการทำงานก็จะสะดวกขึ้น ผู้บริหารต้องเรียกประชุมผู้ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับการยกเครื่อง ชี้แจงให้ทราบความจำเป็น ปัญหา นโยบาย และเป้าหมาย ทำไมต้องทำ ตลอดจนหนทางแก้ไขปัญหาในขณะที่มีการยกเครื่อง
2. รับหน้าที่เป็นตัวตายตัวแทน ทีมที่จะหารีเอ็นจิเนียริ่งไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก ต้องเป็นคนที่มีความจริงใจ ตั้งใจ รู้เรื่องเกี่ยวกับนโยบายเป้าหมาย 3. ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณงานและสภาพของงานปัจจุบัน ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ต้องช่วยกันคิดค้นวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ด้วย มองเห็นความแตกต่างระหว่างของเก่าและของใหม่อย่างชัดเจน
4. ให้ความรู้กับทุกฝ่าย เมื่อพิจารณาว่าจะยกเครื่องทางธุรกิจ ขั้นต่อไปคือให้ความรู้กับพนักงานในแต่ละส่วน โดยการประชุม
5. พร้อมดำเนินการและปรับเปลี่ยน การนำสิ่งที่เตรียมไว้ไปปฏิบัติ และมีการติดตามผล ว่ามีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุง การยกเครื่องในแต่ละจุดนั้น ทีมที่ส่งไปให้ความรู้และดำเนินการยกเครื่อง ไม่ควรอยู่นานถึง 12 เดือน เพราะจะทำให้หน่วยงานนั้นเบื่อและเครียด ความสำเร็จและความล้มเหลวของการยกเครื่อง
5.1 ความตั้งใจจริงของผู้บริหารหรือผู้นำองค์การ ผู้บริหารที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ ต้องใจกว้างและยอมเสียสละ ความสำเร็จต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้บริหาร
5.2 ต้องแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ใช้บริการ การยกเครื่องทำเพื่อให้องค์การมีประสิทธิภาพมากขึ้น การยกเครื่องจะประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงลูกค้าหรือผู้บริโภค ว่าพอใจหรือไม่ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคพอใจเป็นเรื่องสำคัญ
5.3 พนักงานต้องร่วมใจ เมื่อมีการนำเอาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา การต่อต้านและการนิ่งเฉยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งทำให้การยกเครื่องล้มเหลวได้ การทำความเข้าใจและการให้ความรู้ แนวความคิดเกี่ยวกับการรีเอ็นจิเนียริ่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พนักงานในองค์การอยู่ในสภาพที่ดีกว่า แนวคิดที่ว่าการยกเครื่องเป็นการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้แทนคนนั้น ยังเป็นสิ่งที่เข้าใจผิด แท้จริงแล้วพนักงานยังคงมีบทบาทที่สำคัญต่อองค์การเช่นเดิม 5.4 ยอมรับว่าธุรกิจของตนต้องการการแก้ไข หมายถึง สภาวะแวดล้อมและตัวเร่งต่าง ๆ เช่น สภาพการแข่งขัน ประสิทธิภาพการทำงานไม่ดีเท่าที่ควร ปัญหาข้อขัดแย้งเกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้บริหารจะต้องยอมรับสภาพองค์การของตน ว่ากำลังอยู่ในสภาวะใด การไม่ยอมรับสภาพและไม่พูดความจริง เป็นอุปสรรคที่สำคัญในการจะยกเครื่องให้สำเร็จได้
ผลที่ได้รับจากการยกเครื่ององค์การ
1. เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงหน่วยงาน เดิมต่างคนต่างทำในลักษณะที่เรียกว่า Functional Department แต่การยกเครื่องจะเน้นหนักถึงกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ที่ทำกันเป็นทีมมากกว่าต่างคนต่างแสดง การยกเครื่องเป็นการรวมทีมใหม่ของพนักงาน เป้าหมายและจุดประสงค์ของการรวมทีมไม่ผูกติดกับหน้าที่เดิม แต่เป็นการรวมเพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือนำแนวคิดใหม่เข้ามาในองค์การ
2. งานต่าง ๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่ง อาจต้องการความชำนาญเฉพาะอย่าง กลับกลายเป็นงานใหม่ที่จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ทุกคนต้องร่วมกันทำงานใน “กระบวนการ” ทั้งหมดนั้น ให้สำเร็จเหมือนกัน เมื่องานได้รับผลดี พนักงานจะมีความรู้สึกที่ดีและมองว่าตนเองเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตขององค์การ
3. บทบาทของพนักงานจะเกิดการเปลี่ยนแปลง การยกเครื่องมีปรัชญาในการทำงานที่ต้องการให้พนักงาน “เป็นผู้สร้าง” เมื่อผู้บริหารมีการยอมรับในเรื่องของการโอนอำนาจการบังคับบัญชา พนักงานที่ได้รับมอบหมายจึงสามารถตัดสินใจและกระทำได้อย่างคล่องตัวกว่าเดิม ในขณะที่นำการยกเครื่องมาใช้ พนักงานจะได้รับการเสริมพลังในการทำงาน พลังในการตัดสินใจ พลังการเลือกทิศทางของตนเอง และพลังในการเลือกทางที่ดีที่สุดให้เกิดแก่กลุ่ม แก่องค์การของตนเอง ผู้บริหารก็สามารถลดภาระไปได้ระดับหนึ่ง
4. เปลี่ยนจากการฝึกอบรมมาเป็นการให้การศึกษา พนักงานได้ใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีการศึกษาอย่างเพียงพอ ในอดีตจะเน้นให้พนักงานมีการฝึกอบรม ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะและความสามารถ แต่การศึกษาเป็นการทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่า “ทำไม” มีความลึกซึ้งและละเอียดมากกว่าเดิม พนักงานไม่ใช่เป็นเพียง “ผู้ตาม” แต่ต้องเป็นผู้ที่ “คิดเป็น” และ “ทำเป็น”
5. ธุรกิจที่ยกเครื่องแล้วการประเมินผลและการจ่ายค่าตอบแทน จะถูกกำหนดโดยคุณค่าของงานที่พนักงานได้กระทำ การคิดค่าตอบแทนมักจะให้ความสำคัญกับเงินโบนัสที่จะจ่าย เมื่อบรรลุถึงเป้าหมายแทนที่จะเน้นในเรื่องของการขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างในปีต่อไป แต่จะจ่ายเพราะคุณค่าที่งานมีต่อองค์การ
6. การเลื่อนตำแหน่งไปในระดับสูง ในองค์การที่ยกเครื่องนั้นจะเป็นลักษณะของการส่งเสริมคนที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน โดยไม่ได้พิจารณาผลการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ
7. ปรัชญาของการยกเครื่อง มีว่า พนักงานทำเพื่อลูกค้าไม่ใช่เพื่อนายจ้าง ความพึงพอใจของลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้บริหารต้องชี้ให้เห็นว่า ลูกค้าเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของพนักงาน จึงเกิดค่านิยมของพนักงานใหม่ ๆ ได้แก่
ลูกค้าเป็นผู้จ่ายค่าแรงงาน ดังนั้น จึงต้องทำให้เขาพึงพอใจ งานทุกอย่างในองค์การมีความสำคัญพอ ๆ กัน เป็นต้น
8. บทบาทของผู้จัดการเปลี่ยนจากผู้กำกับเป็นพี่เลี้ยง คอยชี้แนะเมื่อมีปัญหา ทีมงานสามารถที่จะวิ่งไปปรึกษาหารือ ผู้จัดการจะต้องปล่อยให้ทีมงานหรือคนเหล่านั้นทำงานด้วยตัวของเขาเองก่อน ไม่จำเป็นจะต้องคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
9. โครงสร้างองค์การ เปลี่ยนจากสายงานบังคับบัญชาที่โยงใย มาเป็นราบเรียบ ลักษณะโครงสร้างเดิมที่สายงานบังคับบัญชาสลับซับซ้อนไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ต่อไปนี้งานต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปในรูปของการทำงานเป็นทีมแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องทีมงานนำไปตัดสินใจ โครงสร้างใหม่ที่เข้ามาแทน มีรูปแบบราบเรียบ (Flatter organizations)
10. บทบาทของผู้บริหารเปลี่ยนจากคนที่คอยติดตามผลลัพธ์ที่จะออกมา แต่กลายเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ผู้บริหารมีส่วนที่จะเข้าใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น ผู้บริหารต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับกระบวนการยกเครื่องทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมโดยตรง ผู้บริหารมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะทำให้กระบวนการสร้างขึ้นมาใหม่ช่วยให้พนักงานปฏิบัติงานได้บรรลุเป้าหมายขององค์การ




การ Reengineering สถานศึกษา


การรื้อปรับระบบทางการศึกษาของชาติ จึงหมายถึงการรื้อปรับแนวคิด หลักการ กระบวนการ และการออกแบบแนวทางปฏิบัติด้านการศึกษาใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับอิทธิพลหรือผลกระทบของสภาพแวดล้อมของการจัดการที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้องค์การที่เกี่ยวข้องการการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาระบบการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านต่าง ๆ ของการจัดการที่เปลี่ยนแปลงไป จากการยกเครื่องการปฏิรูปการศึกษาไทยตามเจตนารมณ์ของการปรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2542 ทั้งนี้เนื่องจาก การจัดการศึกษาไทยที่ผ่านมานั้นไร้คุณภาพ ไม่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ สาเหตุหลักเกิดจากระบบโรงเรียน โครงสร้างทางอำนาจในโรงเรียน เป็นการผูกขาดและควบคุมอำนาจการจัดการศึกษาโดยราชการฝ่ายเดียว ประชาชนและชุมชน ไม่มีอำนาจ ไม่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ของตนเอง ปรัชญาการศึกษา จุดมุ่งหมายการศึกษา หลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล เป็นแบบเดียวทั้งประเทศ ยึดมั่นกับทฤษฎีปัจเจกบุคคลเป็นศูนย์กลาง เป็น การศึกษาเพื่อตัวใครตัวมัน ไม่มีการผสมผสานแนวคิดเกี่ยวกับชุมชนและสังคม ส่วนใหญ่มุ่งเน้นความเป็นผู้ชนะและการแข่งขันเป็นสำคัญ แสวงหาทุกวิถีทางเพื่อเข้าโรงเรียนดีๆ การแข่งขันและการกวดวิชา เพื่อมุ่งเข้าสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ไม่ว่าจะมีความพยายามในการเปลี่ยนหลักสูตรและค่านิยมมาแล้วหลายครั้งก็ตาม ผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ได้คือ ผู้จบออกมาคุณภาพต่ำมาก ไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเองและไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการออกแบบทางสมองมีน้อย เกิดความสูญเปล่าในการลงทุนทางการศึกษา เป็นวงจรแห่งความล้มเหลว และเป็นวังวนแห่งความทุกข์อันเกิดจากระบบการศึกษาที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทยมานานมากกว่าศตวรรษ หากผู้เขียนเป็นผู้บริหารการศึกษาที่มีอำนาจจะทำการปรับรื้อระบบการศึกษาของชาติเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการศึกษาทั้งในระบบ และการศึกษานอกระบบ รวมทั้งการศึกษาตามอัธยาศัยแก่คนทั้งชาติ ตาม "พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542" โดยเริ่มจากการกระจายการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วม เกิดความมั่นใจ และสร้างความไว้วางใจจากภาคประชาชน ให้สามารถดำเนินการปรับรื้อระบบได้อย่างราบรื่นและเกิดความต่อเนื่องอย่างอัตโนมัติได้ประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการปรับรื้อระบบ คือ1. การสร้างทางเลือกที่หลากหลายของระบบการศึกษา ทั้งด้านปรัชญา จุดหมาย หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และการประเมินผล2. ปรับระบบการผูกขาดทางการศึกษา จาก "รูปแบบที่รัฐจัด" หรือ "รูปแบบที่รัฐควบคุม" อันเป็นรูปแบบสำเร็จรูป ไปสู่การสร้างรูปแบบตามความต้องการของชุมชนและประชาชน โดยคณะกรรมการสถานศึกษา มีอำนาจจัดการศึกษา ทั้งอำนาจบริหาร จัดการบุคลากร หลักสูตร และงบประมาณอย่างชัดเจน อย่างเปิดเผยโปร่งใส ต่อสาธารณะสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งกรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษาต้องมาจากบุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เพื่อให้มีอำนาจจัดการศึกษาร่วมกับรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมิให้การจัดการศึกษาในชุมชนต้องถูกควบคุมจากรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่เพียงฝ่ายเดียว3. การบริหารจัดการคุณภาพทางการศึกษา ไม่ควรใช้มาตรฐานเดียว แต่ต้องมีความหลากหลายเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับชุมชนและปรัชญาการศึกษาแต่ละกลุ่ม โดยองค์กรที่จัดการเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาควรมีผู้ที่ดำเนินการจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มีแต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการประเมินผลการศึกษาเพียงฝ่ายเดียว4. ควรปรับระบบการจัดการศึกษาให้เป็นบริการสาธารณะ ประเภทรัฐสวัสดิการไม่ใช่ธุรกิจการศึกษาหรือการศึกษาเชิงพาณิชย์ การปฏิรูปมหาวิทยาลัยเพื่อรับใช้ และร่วมแก้ปัญหากับสังคม และสร้างองค์ความรู้ใหม่ เป็นการคุ้มครองและปกป้อง "สิทธิทางการศึกษา" ของประชาชนให้เกิดความเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ




แหล่งที่มาของข้อมูล






วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

มะขามป้อม

มะขามป้อมซ่อมสุขภาพ
มะขามป้อม หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Phyllanthus emblica Linn. วงศ์ EUPHORBIACEAE


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ นั้น พบว่ามะขามป้อมเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 7 เมตร เปลือกค่อนข้างเรียบเกลี้ยง ใบเป็นใบประกอบ ใบย่อยออเรียงกันเป็น 2 แถว คล้ายขนนก ใบย่อยมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายใบแหลมยาวรี มีสีเขียวแก่ ดอกเป็นช่อหรือเป็นกระจุกเล็กๆ ลักษณะของผลกลม เกลี้ยง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร มีรอยแยกแบ่งออกเป็น 2 ซีก ผลอ่อนสีเขียวออกเหลือง ผลแก่สีน้ำตาล มีเมล็ดสีน้ำตาล ส่วนที่ใช้มาทำยานั้นพบว่า เกือบทุกส่วน สามารถนำมาทำยาได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ผล ใบ เปลือกต้น ราก และปมที่ก้าน โดยเราแต่ละส่วนนั้น มีระยะเวลาในการเก็บที่แตกต่างกันออกไป

ช่วงเวลาในการเก็บ
ผล : เก็บเมื่อแก่ ใช้สด หรือตากแห้งเก็บไว้ใช้ ผลแห้ง ลักษณะกลม มีรอยแยกแบ่งออกเป็น 6 กลีบ เส้นผ่า ศูนย์กลางประมาณ 2 ซ.ม. ผิวนอกขรุขระ สีน้ำตาล ส่วนหัวมีรอยขั้วก้านผล เนื้อผลเหนียว แตกยาก ทุบแตก เนื้อในสีเหลืองอ่อน มีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่ภายใน ผลแห้งที่ดีควรมีขนาดใหญ่ อวบอิ่มและแห้ง ไม่มีก้านผลติดมา
ใบ : ใช้สด
เปลือกต้น : เก็บในฤดูร้อนและฤดูหนาว ใช้สด หรือตากแห้งเก็บไว้ใช้
ราก : เก็บได้ตลอดปี ใช้สด หรือตากแห้ง เก็บไว้ใช้



ปมที่ก้าน : เป็นก้านแก่ที่มีแมลงเจาะแล้วพองออกเป็นก้อน เก็บในตอนทีตัวอ่อนของแมลงยังไม่เจาะออกมา ใช้น้ำร้อนลวก ให้หนอนตาย แล้วตากแห้งเก็บไว้ใช้ (แมลงมักมาเจาะแล้ววางไข่บนกิ่งก้านแก่ บริเวณนั้น จะพองเป็นก้อนโต มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 - 1.5 ซม.ยาว 2 - 3 ซม.ผิวนอกสีเหลืองเทา หรือสีแก่ มีรอยย่นและแตก ผ่าดูเนื้อในมีสีเหลืองอ่อน ตรงกลางมีรูเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ซม. ภายในหนอน 1 ตัว สีดำคล้ายลูกน้ำยาวประมาณ 1 ซม.)

สรรพคุณ
ผล : รสขมชุ่มคอ เปรี้ยว เย็นจัด ใช้ละลายเสมหะ กระตุ้นน้ำลาย แก้กระหายน้ำ ไอ หวัด เจ็บคอ คอแห้ง และคอตีบ
ใบ : รสเปรี้ยวชุ่ม แก้ผิวหนัง เป็นผื่นคันมีน้ำเหลือง บิดแบคทีเรีย เด็กผิวหนังเป็นแผลมีหนองเรื้อรัง ฝีคันฑสูตร
เปลือกต้น : รสเปรี้ยว เย็นจัด แก้บาดแผลเลือดออก บิด และแผลฟกช้ำจากหกล้มหรือ กระทบกระแทก
ราก : รสฝาด ชุ่ม เย็นจัด แก้ร้อนใน ท้องเสีย ความดันเลือดสูง โรคเรื้อน และใช้พอกแก้พิษตะขาบกัด
ปมที่ก้าน : แก้ปวดกระเพาะอาหาร ปวดเมื่อยในกระดูก เด็กเป็นตานขโมย ไอ ปวดฟัน ปวดท้องน้อย และไส้เลื่อน

ส่วนวิธีที่และปริมาณที่ใช้นั้น
ผล : แบบแห้ง 6 - 9 กรัม (สด 10 - 20 กรัม) ต้มน้ำหรือคั้นเอาน้ำกิน ใช้ภายนอกตำคั้น เอาน้ำถูกทา
ใบ : แบบสด 15 - 30 กรัม ต้มน้ำกิน ใช้ภายนอก ตำพอก หรือต้มน้ำเอาน้ำชะล้าง
เปลือกต้น : แบบแห้ง 3 - 10 กรัม ต้มน้ำกิน ใช้ภายนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือบดเป็นผงทา
ราก : แบบแห้ง 6 - 15 กรัม ต้มน้ำกิน ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง ปมที่ก้าน 1
0 - 30 อันต้มน้ำกิน

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีการเก็บข้อมูล



เทคโนโลยีการเก็บข้อมูล หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเก็บข้อมูล


เทคโนโลยีในปัจจุบันสร้างอุปกรณ์ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้หลายรูปแบบโดยแตกต่างกันออกไป ซึ่งมีอุปกรณ์มากมายหลายชนิด ตัวอย่างเช่น


1. คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (electrinic device) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในกาจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ โดยคุณสมบัติที่สำคัญของคอมพิวเตอร์คือการที่สามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้าหรือโปรแกรมได้ (programmable)





การเก็บข้อมูล (Storage) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการเก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล ซึ่งอยู่ใน CPU เพื่อให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต

คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์

เก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ (store massive amounts of information) ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จะมีที่เก็บข้อมูลสำรองที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวอักษร และสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งล้าน ๆ ตัวอักษร






2. Flash Drive (หรือที่หลายคนเรียก Handy Drive, Thumb Drive, USB Drive) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือไฟล์จากคอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา สะดวกในการพกพาติดตัวแต่ในขณะเดียวกันมีความจุสูง สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากตั้งแต่ 128 MB ถึง 8 GB



Flash Drive เป็นอุปกรณ์นวัตกรรม IT ที่ในอนาคตทุกคนจะต้องมีและใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา เพราะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน และมีประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือ ความจุข้อมูลสูง ตั้งแต่ 128 MB ถึง 8GB ใช้เก็บข้อมูลได้ทุกประเภท ทั้งไฟล์ข้อมูล, เอกสาร, เพลง MP 3,รูปภาพดิจิตอล, วีดีโอ และอื่น ๆ สามารถใช้ได้ทันทีกับคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คทุกเครื่องทุกระบบ เพียงแค่เสียบ Flash Drive เข้าช่องต่อ USB ใช้งานง่าย คุณสามารุทำการเขียน/อ่าน/ลบ/แก้ไข ข้อมูลในนั้นได้โดยตรงเหมือนกับ ฮาร์ดดิสไดร์ฟปกติ มีความทนทานสูง ทั้งภายในและภายนอก สามารถใช้งานได้หลายแบบเช่น



1. ใช้เก็บไฟล์งานเพื่อนำไปทำที่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น

2. ใช้เก็บไฟล์งานที่ทำขึ้น ตอนไปใช้คอมพิวเตอร์ที่ Internet Café

3. ใช้เก็บรูปภาพดิจิตอล เวลาจะเอาไปอัดล้างภาพที่ร้าน

4. ใช้เคลื่อนย้ายข้อมูลไปที่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น

5. ใช้เก็บโน้ตสำหรับสิ่งที่จะต้องทำ

6. ใช้เก็บข้อมูล Email ที่สำคัญหรือเก็บทั้ง Email Box ของคุณ

7. ใช้เก็บ Bookmark ของเว็บไซต์ต่าง ๆ

8. ใช้เก็บข้อมูลติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ ที่ใช้บ่อย ๆ ใช้เก็บและอัพเดทตารางเวลาของคุณ





แหล่งที่มา
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/intro.htm
http://www.successmedia.com/crmarticle/picture
http://area.obec.go.th/krabi1/kmc/modules.php?name=News&file=article&sid=380
www.trendypda.com/.../article.php?storyid=420

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ

ความนำ

ในวงการสถาปัตยกรรมปัจจุบัน มีเรื่อง เกี่ยวกับ เทคโนโลยี อาคาร ที่กำลังเป็นที่สนใจ อย่างมาก เรื่องหนึ่ง คือ การออกแบบ อาคาร อัจฉริยะ หรือ Intelligent building โดย เป็นเรื่องที่ กำลัง อยู่ ในความ สนใจ ของสถาปนิกทั่วโลก มีข่าวว่า ที่ประเทศในแถบ ยุโรป ได้จัดตั้ง กลุ่มที่ เกี่ยวกับ เรื่องนี้ โดยเฉพาะ มีชื่อว่า “European Intelligent Building Group” มีการประชุม และ สัมมนา ทางวิชาการ เรื่องนี้ หลายครั้ง ใน หนึ่งปี รวมทั้ง สถานศึกษา หลายแห่ง ในต่างประเทศ เปิดสอนวิชา เทคโนโลยี การออกแบบ อาคารอัจฉริยะ ในระดับ ประกาศนียบัตร (Diploma) อีกด้วย


อาคารอัจฉริยะคือ อาคารที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ก้าวหน้า มี ความแตกต่าง จาก อาคารธรรมดา ในทุกๆแง่ มีการติดตั้งอุปกรณ์ ที่รับรู้ ข้อมูลต่างๆ ของอาคาร โดยข้อมูลนั้นจะถูกส่งไปยังระบบประมวลกลาง ซึ่งมีความสามารถ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้รับ แล้ว สั่งการ ให้ระบบของอาคาร ปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยผลที่ต้องการคือผู้ใช้งานอาคารได้รับผลประโยชน์สูงสุด” ซึ่ง จะว่าไปแล้ว อาคารอัจฉริยะ จะต้องทำงานได้คล้ายสิ่งมีชีวิตคือมีการรับรู้และสามารถตอบสนองกับสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้ง สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตนเองมีการใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุขนั้นเอง






ประวัติความเป็นมาของการพัฒนาอาคารอัจฉริยะ ในราวปลายทศวรรษที่ 70 ได้มีการพัฒนาระบบเครื่องกลและไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย การนำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาควบคุม การทำงาน ให้เป็นแบบ รวมศูนย์ มีการติดตาม และ ดูแลการทำงานของเครื่องจักรผ่านตัวรับสัญญาณ และ เพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบให้สามารถตอบสนองกับสภาพแวดล้อมที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นปัจจัยแรกๆที่ก่อให้เกิดระบบอาคารอัจฉริยะ







องค์ประกอบของอาคารอัจฉริยะ องค์ประกอบใหญ่ๆของอาคารอัจฉริยะนั้นต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ สี่ส่วนคือ



1 ระบบบริหารอาคาร (Building Management System)

2 งานระบบอาคาร (Building System)

3 ระบบโครงสร้างอาคาร (Building Structure)

4 ส่วนให้บริการลูกค้า (Tenants Service)








สรุป ในการออกแบบอาคารทั้งหลายไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นอาคารอัจฉริยะหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่สถาปนิกและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไม่ลืม คืออาคารนั้นต้องตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้การออกแบบโดยลืมวัตถุประสงค์หลักดังกล่าว และมุ่งเน้นการใช้แต่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด กลับกลายเป็นการสร้างความหายนะให้กับโครงการนั้นๆ มีผู้กล่าวว่า ในการเลือกใช้เทคโนโลยีใดๆให้กับอาคารอัจฉริยะ อย่าเลือกเพียงเพราะมันเป็น”เทคโนโลยีชั้นสูง”หรือ”เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด”แต่ให้เลือกใช้”เทคโนโลยีที่เหมาะสม”กับการใช้งาน จึงถือว่าได้ว่าเราได้ออกแบบอาคารอัจฉริยะในแนวทางที่ถูกต้อง







วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้

การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้
เมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์ และความทันสมัยของสำนักงานอัตโนมัติแล้ว เชื่อว่าทุกคนคงอยากเป็นเจ้าของหรือเข้าไปทำงานในสำนักงานอัตโนมัติ แต่อุปสรรคของการได้มาชึ่งสำนักงานอัตโนมัตินั้นก็คือการลงทุนอย่างมากมายจนต้องมาวิเคราะว่าคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ วิธีการที่จะตัดสินใจจะต้องศึกษาความเป็นไปได้และความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบสำนักงานจากแบบธรรมดาให้เป็นแบบอัตโนมัติเพื่อให้บรรลุผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ
การตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเมาใช้ เนื่องจากระบบสำนักงานอัตโนมัติเป็นงานที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้จัดการระบบ จึงต้องมีของบุคคลดังต่อไปนี้
1. ผู้ขายอุปกรณ์อิเล้กทรอนิกส์ จะให้บริการด้าการให้คำปรึกษาโดยไม่คิดมูลค่า แต่มักพบว่าผู้ขายมักพยายามยัดเยียดการขายมากเกินไป ทั้งที่บางครั้งอุปกรณ์บางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้

2.ทีมงานเฉพาะกิจของบริษัท คือการจัดตั้งทีมงานขึ้มเองเพื่อทำการวิจัยด้านี้โดยเฉพาะและมีพนักงานที่ชำนาญด้การเก็บข้อมูล จะได้ตระหนักถึงส่วนดีส่วนเสียเมื่อจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นระบบใหม่
3.ที่ปรึกษา บางบริษัทไม่มีพนักงานที่มีความชำนาญพอที่จะจัดตั้งทีมงานขึ้นเองได้ก็จะจัดตั้งทีมงานขึ้นเองก็จะต้องอาศัยที่ปรึกษาภายนอกบริษัท ซึ่งควรเป็นบุคคลหรือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสำนักงานอัตโนมัติเป็นพิเศษ
4.ทีมงานเฉพาะกิจกับที่ปรึกษา เป็นการจับมือกันระหว่างบุคคลภายนอกและภายอกบริษัทเพระทีมงานในบริษัทย่อมรู้ซึ้งและให้ข้อมูลของบริษัทในขณะที่ที่รึกษา มีความรู้เป็นอย่างดีในการจัดระบบจะสามารถพิจารณาทุกแง่ทุกมุมของปัญหาได้โดยปราศจากอคติ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดเพราะรู้ว่าบริษัทพร้อมหรือยัง