วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีการเก็บข้อมูล



เทคโนโลยีการเก็บข้อมูล หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเก็บข้อมูล


เทคโนโลยีในปัจจุบันสร้างอุปกรณ์ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้หลายรูปแบบโดยแตกต่างกันออกไป ซึ่งมีอุปกรณ์มากมายหลายชนิด ตัวอย่างเช่น


1. คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (electrinic device) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในกาจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ โดยคุณสมบัติที่สำคัญของคอมพิวเตอร์คือการที่สามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้าหรือโปรแกรมได้ (programmable)





การเก็บข้อมูล (Storage) เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการเก็บผลลัพธ์จากการประมวลผลไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล ซึ่งอยู่ใน CPU เพื่อให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต

คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์

เก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ (store massive amounts of information) ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จะมีที่เก็บข้อมูลสำรองที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวอักษร และสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งล้าน ๆ ตัวอักษร






2. Flash Drive (หรือที่หลายคนเรียก Handy Drive, Thumb Drive, USB Drive) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือไฟล์จากคอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา สะดวกในการพกพาติดตัวแต่ในขณะเดียวกันมีความจุสูง สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากตั้งแต่ 128 MB ถึง 8 GB



Flash Drive เป็นอุปกรณ์นวัตกรรม IT ที่ในอนาคตทุกคนจะต้องมีและใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา เพราะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน และมีประโยชน์ที่สำคัญที่สุดคือ ความจุข้อมูลสูง ตั้งแต่ 128 MB ถึง 8GB ใช้เก็บข้อมูลได้ทุกประเภท ทั้งไฟล์ข้อมูล, เอกสาร, เพลง MP 3,รูปภาพดิจิตอล, วีดีโอ และอื่น ๆ สามารถใช้ได้ทันทีกับคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คทุกเครื่องทุกระบบ เพียงแค่เสียบ Flash Drive เข้าช่องต่อ USB ใช้งานง่าย คุณสามารุทำการเขียน/อ่าน/ลบ/แก้ไข ข้อมูลในนั้นได้โดยตรงเหมือนกับ ฮาร์ดดิสไดร์ฟปกติ มีความทนทานสูง ทั้งภายในและภายนอก สามารถใช้งานได้หลายแบบเช่น



1. ใช้เก็บไฟล์งานเพื่อนำไปทำที่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น

2. ใช้เก็บไฟล์งานที่ทำขึ้น ตอนไปใช้คอมพิวเตอร์ที่ Internet Café

3. ใช้เก็บรูปภาพดิจิตอล เวลาจะเอาไปอัดล้างภาพที่ร้าน

4. ใช้เคลื่อนย้ายข้อมูลไปที่คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น

5. ใช้เก็บโน้ตสำหรับสิ่งที่จะต้องทำ

6. ใช้เก็บข้อมูล Email ที่สำคัญหรือเก็บทั้ง Email Box ของคุณ

7. ใช้เก็บ Bookmark ของเว็บไซต์ต่าง ๆ

8. ใช้เก็บข้อมูลติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ ที่ใช้บ่อย ๆ ใช้เก็บและอัพเดทตารางเวลาของคุณ





แหล่งที่มา
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/intro.htm
http://www.successmedia.com/crmarticle/picture
http://area.obec.go.th/krabi1/kmc/modules.php?name=News&file=article&sid=380
www.trendypda.com/.../article.php?storyid=420

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ

ความนำ

ในวงการสถาปัตยกรรมปัจจุบัน มีเรื่อง เกี่ยวกับ เทคโนโลยี อาคาร ที่กำลังเป็นที่สนใจ อย่างมาก เรื่องหนึ่ง คือ การออกแบบ อาคาร อัจฉริยะ หรือ Intelligent building โดย เป็นเรื่องที่ กำลัง อยู่ ในความ สนใจ ของสถาปนิกทั่วโลก มีข่าวว่า ที่ประเทศในแถบ ยุโรป ได้จัดตั้ง กลุ่มที่ เกี่ยวกับ เรื่องนี้ โดยเฉพาะ มีชื่อว่า “European Intelligent Building Group” มีการประชุม และ สัมมนา ทางวิชาการ เรื่องนี้ หลายครั้ง ใน หนึ่งปี รวมทั้ง สถานศึกษา หลายแห่ง ในต่างประเทศ เปิดสอนวิชา เทคโนโลยี การออกแบบ อาคารอัจฉริยะ ในระดับ ประกาศนียบัตร (Diploma) อีกด้วย


อาคารอัจฉริยะคือ อาคารที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ก้าวหน้า มี ความแตกต่าง จาก อาคารธรรมดา ในทุกๆแง่ มีการติดตั้งอุปกรณ์ ที่รับรู้ ข้อมูลต่างๆ ของอาคาร โดยข้อมูลนั้นจะถูกส่งไปยังระบบประมวลกลาง ซึ่งมีความสามารถ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้รับ แล้ว สั่งการ ให้ระบบของอาคาร ปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยผลที่ต้องการคือผู้ใช้งานอาคารได้รับผลประโยชน์สูงสุด” ซึ่ง จะว่าไปแล้ว อาคารอัจฉริยะ จะต้องทำงานได้คล้ายสิ่งมีชีวิตคือมีการรับรู้และสามารถตอบสนองกับสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้ง สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตนเองมีการใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุขนั้นเอง






ประวัติความเป็นมาของการพัฒนาอาคารอัจฉริยะ ในราวปลายทศวรรษที่ 70 ได้มีการพัฒนาระบบเครื่องกลและไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย การนำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาควบคุม การทำงาน ให้เป็นแบบ รวมศูนย์ มีการติดตาม และ ดูแลการทำงานของเครื่องจักรผ่านตัวรับสัญญาณ และ เพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบให้สามารถตอบสนองกับสภาพแวดล้อมที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นปัจจัยแรกๆที่ก่อให้เกิดระบบอาคารอัจฉริยะ







องค์ประกอบของอาคารอัจฉริยะ องค์ประกอบใหญ่ๆของอาคารอัจฉริยะนั้นต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ สี่ส่วนคือ



1 ระบบบริหารอาคาร (Building Management System)

2 งานระบบอาคาร (Building System)

3 ระบบโครงสร้างอาคาร (Building Structure)

4 ส่วนให้บริการลูกค้า (Tenants Service)








สรุป ในการออกแบบอาคารทั้งหลายไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้เป็นอาคารอัจฉริยะหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่สถาปนิกและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไม่ลืม คืออาคารนั้นต้องตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้การออกแบบโดยลืมวัตถุประสงค์หลักดังกล่าว และมุ่งเน้นการใช้แต่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด กลับกลายเป็นการสร้างความหายนะให้กับโครงการนั้นๆ มีผู้กล่าวว่า ในการเลือกใช้เทคโนโลยีใดๆให้กับอาคารอัจฉริยะ อย่าเลือกเพียงเพราะมันเป็น”เทคโนโลยีชั้นสูง”หรือ”เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด”แต่ให้เลือกใช้”เทคโนโลยีที่เหมาะสม”กับการใช้งาน จึงถือว่าได้ว่าเราได้ออกแบบอาคารอัจฉริยะในแนวทางที่ถูกต้อง







วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้

การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้
เมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์ และความทันสมัยของสำนักงานอัตโนมัติแล้ว เชื่อว่าทุกคนคงอยากเป็นเจ้าของหรือเข้าไปทำงานในสำนักงานอัตโนมัติ แต่อุปสรรคของการได้มาชึ่งสำนักงานอัตโนมัตินั้นก็คือการลงทุนอย่างมากมายจนต้องมาวิเคราะว่าคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ วิธีการที่จะตัดสินใจจะต้องศึกษาความเป็นไปได้และความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบสำนักงานจากแบบธรรมดาให้เป็นแบบอัตโนมัติเพื่อให้บรรลุผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ
การตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเมาใช้ เนื่องจากระบบสำนักงานอัตโนมัติเป็นงานที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้จัดการระบบ จึงต้องมีของบุคคลดังต่อไปนี้
1. ผู้ขายอุปกรณ์อิเล้กทรอนิกส์ จะให้บริการด้าการให้คำปรึกษาโดยไม่คิดมูลค่า แต่มักพบว่าผู้ขายมักพยายามยัดเยียดการขายมากเกินไป ทั้งที่บางครั้งอุปกรณ์บางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้

2.ทีมงานเฉพาะกิจของบริษัท คือการจัดตั้งทีมงานขึ้มเองเพื่อทำการวิจัยด้านี้โดยเฉพาะและมีพนักงานที่ชำนาญด้การเก็บข้อมูล จะได้ตระหนักถึงส่วนดีส่วนเสียเมื่อจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นระบบใหม่
3.ที่ปรึกษา บางบริษัทไม่มีพนักงานที่มีความชำนาญพอที่จะจัดตั้งทีมงานขึ้นเองได้ก็จะจัดตั้งทีมงานขึ้นเองก็จะต้องอาศัยที่ปรึกษาภายนอกบริษัท ซึ่งควรเป็นบุคคลหรือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสำนักงานอัตโนมัติเป็นพิเศษ
4.ทีมงานเฉพาะกิจกับที่ปรึกษา เป็นการจับมือกันระหว่างบุคคลภายนอกและภายอกบริษัทเพระทีมงานในบริษัทย่อมรู้ซึ้งและให้ข้อมูลของบริษัทในขณะที่ที่รึกษา มีความรู้เป็นอย่างดีในการจัดระบบจะสามารถพิจารณาทุกแง่ทุกมุมของปัญหาได้โดยปราศจากอคติ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดเพราะรู้ว่าบริษัทพร้อมหรือยัง